ได้อ่านบทความเรื่อง”เมื่อคนในบ้านป่วยเป็น ‘โรคจิตเภท‘” จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ เห็นว่าค่อนข้างมีประโบชน์เลยเอามาเผยแพร่ต่อให้สมาชิกของเราได้รับรู้บ้าง ทุกวันนี้สภาวะหลายๆอย่างค่อนข้างจะบีบคั้น ทำให้เกิดความเครียดได้ง่ายและผู้ที่เป็นโรคเครียดก็มีเพิ่มมานขึ้นทุกวันจนน่าเป็นห่วง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ผู้ที่มีพื้นฐานทางจิตที่ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม อาจลุกลามให้เกิดภาวะจิตแตก หลุดจากความเป็นจริงได้ง่าย นั่นเพราะถูกปัญหาถาถมประดังเข้ามา จนทำให้เกิดการดับของประสาทการรับรู้ในที่สุด เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่สามารถรับมือกับมันได้ไหว
เมื่อคนในบ้านเกิดอาการจิตแตก หรือหลุดจากความเป็นจริง เช่น ประสาทหลอน หลงผิด คิดว่าตัวเองเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือคิดไปเองว่า มีคนซุบซิบนินทา หรือคิดไม่ดีไม่ร้ายกับตัวเอง ทั้งๆ ที่เรื่องยังไม่เกิด และถ้าอาการเหล่านี้ สะสมเรื้อรังมานานกว่า 6 เดือน จิตแพทย์ถือว่า สมาชิกในบ้านคนนั้น กำลังถูกโรคจิตเภทคุกคามเข้าแล้ว ต้องรีบพาไปพบจิตแพทย์เพื่อดำเนินการรักษาให้เร็วที่สุด
กลุ่มอาการของโรคจิต มีหลายชนิด และหลายสาเหตุ แต่โรคจิตเภท เกิดจากคำว่า จิต+เภท เท่ากับ จิตแตก ซึ่งเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด มีความผิดปกติของสมองในด้านการรับรู้ (ขาเข้า) ตีความหมาย (ประมวลผล) และการแสดงออก (ขาออก) ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในต่างๆ เช่น หน้าที่การงาน การเรียน หรือความรับผิดชอบในครอบครัว เป็นต้น
ในด้านของปัจจัยเสี่ยง คุณหมอบอกว่า สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน คือ ต้นทุนทางสมองจากพ่อแม่ การเลี้ยงดู และสังคมที่แวดล้อมตัวเด็ก หรือผู้ป่วย ซึ่งปัจจัยที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวเนื่องกับวิธีการรักษาด้วย เช่น ถ้าปัจจัยที่เกิดขึ้น เกิดจากต้นทุนทางสมองของพ่อแม่ วิธีการรักษาของจิตแพทยฺ์ อาจจะต้องเน้นไปที่ตัวยาเป็นหลัก มากกว่าการรักษาในแนวทางอื่นๆ เป็นต้น
และเมื่อพูดถึงอาการ คุณหมอได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ อาการทางบวก และอาการทางลบ สำหรับอาการทางบวก คุณหมอบอกว่า ผู้ป่วยจะมีการรับรู้ของประสาทสัมผัสคลาดเคลื่อน เช่น ประสาทหลอน วิธีคิดคลาดเคลื่อน เช่น หลงผิด หรือหวาดระแวง คิดไปเองว่ามีคนจะมาทำร้าย หรือซุบซิบนินทา ซึ่งถ้าเป็นมากขึ้น จะทำให้เกิดความเสื่อมในการดำเนินชีวิตได้ ไม่ว่าจะ การดูแลตัวเอง ความรับผิด และหน้าที่การงาน นำไปสู่อาการทางลบที่จะพบได้ทั่วไป คือ มีอาการพูดคนเดียวอยู่บ่อยๆ และไม่ค่อยอยากทำงาน หรือขาดความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ คุณหมอได้อธิบายต่อว่า กลุ่มอาการของโรคจิตเภท ส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมอง ทั้งขณะอยู่ในครรภ์ และตอนคลอด ขณะเดียวกัน อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ด้วย เช่น ถ้ามีประวัติในครอบครัวเป็นโรคจิตเภท จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีประวัติการป่วย ส่วนใหญ่สถิติผู้ป่วยที่พบในประเทศไทย พบผู้ป่วยเป็นโรคจิตเภทประมาณ 3-6 แสนคน
ดูแลอย่างไร? เมื่อคนในบ้านเป็น ‘โรคจิตเภท‘
สำหรับในกรณีการดูแลผู้ป่วย คุณหมอจะพูดถึงการดูแลหลังการรักษาจากจิตแพทย์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคุณหมอบอกว่า ‘ครอบครัว’ ถือเป็นตัวยาสำคัญ พร้อมกันนี้คุณหมอได้ฝากหลักการดูแลผู้ป่วย สำหรับคุณพ่อคุณแม่ และญาติพี่น้อง ดังนี้
1. พ่อแม่ หรือญาติพี่น้องควรดูแลการกินยาของลูกหลานที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท เพื่อให้กินยาตรงเวลา และสม่ำเสมอ
2. กระตุ้นเรื่องหน้าที่ และความรับผิดชอบของตัวเด็กที่ป่วย เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ทั้งนี้ ต้องอย่าคาดหวัง หรือใช้อารมณ์ในการกระตุ้น เช่น “ทำไมขี้เกียจแบบนี้ งานการไม่ยอมทำ” แต่ควรใช้วิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป บวกกับมีความอดทน เพื่อให้ร่างกาย และจิตใจผู้ป่วย ค่อยๆ ฟื้นกลับคืนสภาพเดิมได้อย่างปกติสุข
3. พาไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อประเมินพฤติกรรม พร้อมกับรับฟังคำแนะนำในการดูแลจากจิตแพทย์
4. ถ้ามีโอกาส ควรพาผู้ป่วยออกไปเที่ยว หรือสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง เพื่อให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย และเกิดความสบายใจขึ้น
จิตแพทย์แนะปิดทางเสี่ยง ก่อนลูก ‘มีอาการทางจิต‘
1. สำหรับลูกเล็ก คุณพ่อคุณแม่ ควรให้เวลาคุณภาพกับลูก ด้วยการทำกิจกรรม และทำให้ลูกรู้สึกว่า ตัวเขาเองมีคุณค่า เช่น ชมเชยด้วยคำพูด หรือสิ่งของ เมื่อลูกทำในสิ่งที่ดีงาม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำลังใจในการทำสิ่งที่ดีต่อไป
ขณะที่ลูกโต และเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เด็กในช่วงวัยนี้ จะต้องรับมือกับการเปลี่ยนหลายด้าน พร้อมกับต้องรับความกดดันด้านต่างๆ ไม่ว่าจะการเรียน และการสอบ จึงเป็นวัยที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ และใช้เหตุผลในการพูดคุย
2. พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูก พร้อมกับสร้างความไว้ใจ และความศรัทธาของพ่อแม่ให้เกิดขึ้นในตัวลูก ด้วยการเปิดใจกว้าง และมีใจเป็นกลาง เพราะเวลาลูกเจอปัญหา เขาจะเข้ามาปรึกษาพ่อแม่ แทนที่จะเข้าไปปรึกษาคนอื่น
3. การจะเลี้ยงลูกให้ดีทั้งร่างกาย และจิตใจนั้น นอกจากความหวังดีแล้ว พ่อแม่ต้องมีความรู้ในการเลี้ยงลูกด้วย เช่น ใช้คำพูดอย่างไรให้ลูกรู้สึกดี หรือลูกมีจุดเด่น จุดด้อยตรงไหนบ้างต้องใส่ใจ หรือควรระวัง
“ดังนั้น การเลี้ยงลูก เปรียบได้กับคนรักต้นไม้ ถ้ามีแต่รัก แต่ไม่มีความรู้ ต้นไม้อาจตายได้ นั่นเพราะ ไม่รู้แม้กระทั่งว่า ต้นไหนคือต้นไม้ในร่ม หรือต้นไหนเป็นต้นไม้แดด ดังนั้นเมื่อไม่มีความรู้ ทำให้มีการเลี้ยงดูที่ผิดวิธี ส่งผลให้ต้นไม้เฉาตายได้ในที่สุด“
4. ประการสุดท้าย ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอยู่ตลอดเวลา เพราะอาการทางจิต เป็นบาดแผลที่มองไม่เห็น ถ้าพบความผิดปกติ เช่น ลูกซึมเศร้า หรือไม่สนใจคนรอบข้างเหมือนเมื่อก่อน ขั้นแรกต้องคุยกับลูก แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น ให้รีบพาไปพบจิตแพทย์ เพื่อดูอาการ และทำการรักษาต่อไป เร็วเท่าไร การรักษาจะมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสหายเป็นปกติได้เร็วเท่านั้
ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์


