พอดีมีบทความควันหลงของวันพ่อแห่งชาติที่ผ่านมา เลยอยากจะเขียนให้ท่านผู้อ่านได้อ่านซักหน่อย ความมีอยู่ว่า
เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสทดแทนพระคุณพ่อ โดยการพาคุณพ่อไปผ่าตัดมะเร็งลำไส้มา ผลโดยรวมผ่านไปได้ด้วยดี ค่อยสบายใจหน่อย หลังผ่าตัดได้อยู่เฝ้าดูแลท่านอยู่ที่ รพ.เป็นเวลา 10 วันได้มีโอกาสคุย ดูแล ปรนิบัติ ตลอดเวลาที่ท่านป่วยและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หลังจากการผ่าตัด ผมรู้สึกว่ามีความสุขมากตลอด 10 วันที่ผ่านมา
เพราะว่าที่จริงแล้ว คุณพ่อของผมท่านอยู่ต่างจังหวัด ผมจะเจอท่านเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น คือช่วงปีใหม่ ซึ่ง ผมอยู่กับคุณแม่ น้อง แฟน และ ลูกสาวที่ กรุงเทพ ฯ จึงไม่มีโอกาส ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ก็โทรคุยกันอยู่เป็นประจำ พอท่านได้มารักษาตัวและได้ไปเฝ้าท่านที่ รพ. จึงได้รับรู้ว่า ความรัก ความรู้สึก ความห่วงใย ของพ่อที่มีต่อลูกมันมีมากเพียงใด มันไม่เคยลดน้อยลงไปจากเดิม ถึงแม้ว่าตัวจะอยู่ไกลกันแต่ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของความรักของคนที่เป็นพ่อลดน้อยลง กลับมีความรู้สึกว่าเพิ่มขึ้นซะด้วยซ้ำ หลังจากได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน
ไม่มีน้ำตาใดจะสุขใจเท่ากับน้ำตาที่เกิดจากความสุขภายใต้อ้อมกอดของคนที่เราเรียกว่า “พ่อ” ความสุขที่เราหาซื้อที่ไหนไม่ได้ ความสุขที่ทดแทนไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อเราเป็นพ่อคนแล้ว ลูกเราจะคอยปรนิบัติกับเราแบบนี้หรือเปล่าน้อ? แต่ผมเชื่ออยู่อย่างนึง “ความกตัญญู” มันสืบเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่น เราทำกับบุพการีเราอย่างไร บุตรของเราก็จะปฏิบัติกับเราอย่างนั้น สายใยความรักมันจะปลูกฝังอยู่ในสายเลือดของทุก ๆ ครอบครัว อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะดึงมันออกมาใช้กันหรือเปล่า? หรือจะปล่อยให้มันเป็นเพียงแค่ คำ ๆ นึง ที่วัยรุ่นในสมัยนี้รับรู้กันเพียงแปลว่า “การทดแทนพระคุณ” บางคนยังเขียนคำว่า “กตัญญู” ไม่เป็นเลย ปัจจุบันสังคมได้เสื่อมลงไปมาก สถาบันครอบครัวแทบจะไม่เหลือสิ่งดี ๆ ที่จะสั่งสอนให้กับลูกหลาน เลี้ยงแบบปล่อยตัว ปล่อยใจ มีหน้าที่ “สืบพันธุ์” ก็เท่านั้น
สังคมควรเริ่มตะหนักถึงคำว่า “กตัญญู” ว่าเป็นรากฐานของทุก ๆ สิ่งของชีวิตครอบครัว “ตราบใดที่ต้นไม้ที่มีรากที่เน่าเสีย ไม่มีวันที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่และแข็งแรงพร้อมที่จะผลิตดอกออกผลที่ดีขึ้นมาได้



