ควันหลงงานลอยกระทงเพิ่งจะหมดไปหมาด ๆ ไม่รู้ว่าเพื่อนสมาชิกได้แอบไปเก็บกระทงกับบ้างหรือเปล่าครับ 5555 ส่วนผมนะเหรอ นอนหลับสบายดีกว่าครับ อากาศเย็นสบาย…. Z…z..
สภาพอากาศวันนี้ยังมีสายฝนโปรยปรายเบาบาง เพื่อให้ได้รับรู้ถึงความรู้สึกถึงคำที่ว่า “ปลายฝน ต้นหนาว” อยู่บ้าง… มันช่างดั่งเป็นปลายฝนที่เบาบาง ซึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกเย็นแบบเบา ๆ ชุ่มชื้น… ความกดอากาศประเทศจีนกำลังพัดผ่าน ตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป อากาศแบบนี้เหมาะที่สุดสำหรับการอยู่กับ “คนที่รู้ใจ” ลมหนาวที่มาปะทะผิวกาย ผสมรวมกับไออุ่นของคนที่รู้ใจ เคล้าคลอด้วยเพลงเบา ๆ นอนมองดวงดาวบนฟากฟ้า โอ้ว…..! มันช่างโรแมนติกดีแท้ นอนหนุนแขน พร้อมกลิ่นน้ำหอมเบา ๆ จากอ้อมอกของคนรู้ใจ ไม่มีสิ่งใดจะมีความสุขเท่า …….เปรี้ยง ! ….ดังเสียงฟ้าผ่า แม่นละครับ..ศรีภรรยาสุดที่รัก ได้ทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ (มันดังขนาดนั้นเชียวเหรอ ? 55555 อุ๊เหม่..- -” เมื่อกี้ฝันไปนี่เอง แหมฝันดี ๆ ทั้งที น่าจะฝันได้นาน ๆ กว่านี้ซะหน่อย ฟ้าดันมาผ่า ตื่นซะได้นี่
สมุทรปราการขึ้นชื่ออยู่แล้วครับ เรื่องฟ้าผ่า ฟ้าคะนอง จนมีชื่อ ตำบล ๆ นึงตั้งชื่อว่า “ตำบลแหลมฟ้าผ่า” …. พอดี (พอดีอีกและ 555) ผมไปเจอบทความดี ๆ บทความนึงจึงอยากเอามาเผยแพร่สมาชิกชมรมเราเผื่อเวลา นักท่องเที่ยวมาเที่ยวแล้วถามเรา จะได้ตอบได้บ้างว่า ทำไมตำบลนี้ถึงได้ชื่อว่า “แหลมฟ้าผ่า” เคยมีคนสงสัยว่า “ทำไม? ตำบลแหลมฟ้าผ่า จึงต้องชื่อว่าตำบลแหลมฟ้าผ่า (อืม…เนอะ น่าคิด)
คำถามนี้ แม้บุคคลทั่วไปจะเห็นว่า มันช่างเป็นคำถามที่ดูแล้วไม่มีความสลักสำคัญอะไร แต่สำหรับผู้เขียนแล้วคำถามนี้มันไปสะกิดต่อมความอยากรู้ อยากเห็นอย่างแรงจนอดไม่ได้ที่จะต้องค้นคว้าหาคำตอบ เพราะถ้าหากสามารถตอบคำถามนี้ได้ก็เท่ากับ ได้บันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญของตำบลแหลมฟ้าผ่าไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้อ้างอิง เรียนรู้ประวัติของชุมชน ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและยิ่งใหญ่จริงๆ
ทำไม? ต้องชื่อตำบลแหลมฟ้าผ่า จากการสืบค้นและพูดคุยกับผู้อาวุโสในชุมชน ทั้งที่ยังคงอาศัยอยู่ในตำบลแหลมฟ้าผ่า และผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในตำบลแหลมฟ้าผ่า
ทำให้พบความกระจ่างว่าการที่ตำบลนี้ได้ชื่อว่า “ตำบลแหลมฟ้าผ่า”นั้นก็เพราะเหตุที่ว่าเวลาฝนตกจะมีฟ้าผ่าลงมาอย่างหนัก แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น อันถือเป็นประจักษ์พยานทางธรรมชาติที่ยืนยันข้อสันนิษฐานข้างต้นได้เป็นอย่างดี และสอดคล้องกับการตั้งชื่อหมู่บ้าน ตำบลของไทยในหลายพื้นที่ พื้นที่ไหนมีอะไรมากๆ ก็จะต้องตั้งชื่อตามสิ่งนั้นโดยใช้คำว่า “บาง” หรือ “บ้าน” มานำหน้า แม้ในภายหลังจะไม่มีสิ่งนั้นในชุมชนแล้วแต่ก็ยังใช้ชื่อเดิมเพื่อการรำลึกอดีต เช่น บางกอบัว ที่แต่ก่อนคงจะมีบัวขึ้นมากในพื้นที่ หรือบางจาก ก็คงจะมีต้นจากขึ้นมากเช่นเดียวกัน ดังนั้นตำบลแหลมฟ้าผ่า จึงได้ชื่อตามปรากฏการณ์ฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั่นเอง
มีผู้อาวุโสหลายๆ ท่าน ได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าการที่มีฟ้าผ่าลงมาบ่อยๆ นั้นอาจจะเป็นเพราะใต้พื้นดินในบริเวณนี้มีแร่ธาตุ แต่จากการสันนิษฐานของผู้เขียนในเบื้องต้นพบว่า ต้นเหตุของฟ้าผ่าอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพื้นที่ของตำบลแหลมฟ้าผ่าเป็นพื้นที่ ที่งอกขึ้นมาจากการทับถมของตะกอนปากแม่น้ำเจ้าพระยามีอายุไม่มากนัก จึงไม่น่าจะมีแร่ธาตุมาสะสมจนทำให้เกิดฟ้าผ่าอย่างหนักได้
แต่หลังจากที่ผู้เขียนได้ดูภาพถ่ายทางอากาศ บริเวณตำบลแหลมฟ้าผ่าจึงถืงบางอ้อ (ไม่ทราบว่าบางนี้มีต้นอ้อมากด้วยหรือเปล่า?) และพอจะสรุปได้ว่าการที่เกิดฟ้าผ่าอย่างหนักในพื้นที่นั้นน่าจะเกิดจาก สภาพทางภูมิศาสตร์ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่าเป็นแหลมที่ยื่นออกไปในอ่าวไทย จึงเป็นพื้นดินแรกที่เมฆฝนที่เคลื่อนจากอ่าวไทยเข้าสู่แผ่นดินจะเคลื่อนที่ผ่าน การที่เมฆที่ผ่านพื้นน้ำขึ้นสู่พื้นดินอย่างรวดเร็วย่อมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ส่งผลต่อประจุไฟฟ้าทำให้เกิดฟ้าผ่าลงมาอย่างหนัก และถ้าสังเกตดูจะพบว่าหากฝนตั้งเค้ามาทางทะเล เมื่อเกิดฝนตกจะเกิดฟ้าผ่าอย่างหนัก แต่ถ้าฝนตั้งเค้ามาทางพื้นดินปรากฏการณ์ฟ้าผ่าก็จะน้อยลงหรือเกือบไม่เกิดขึ้นเลย
นอกจากการสืบค้นจะทำให้ผู้เขียนได้รับรู้ข้อมูลของที่มาแห่งชื่อตำบลแหลมฟ้าผ่าแล้ว ผู้เขียนยังพบว่าตำบลแหลมฟ้าผ่าแห่งนี้คงจะเป็นชุมชนโบราณ ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เพราะพื้นที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ตั้งของป้อมปืนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ยังไม่พบชื่อของตำบลแหลมฟ้าผ่า ที่เป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยนั้น โดยชื่อของตำบลแหลมฟ้าผ่า ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ในอดีตพื้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยตั้งอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นที่ตั้งของป้อมปราการที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบเพื่อป้องกันประเทศจากลัทธิการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก โดยในปี 2427 สถานการณ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจตะวันตกมีความตึงเครียด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้ปรับปรุงและซ่อมแซมป้อมปราการที่ตำบลแหลมฟ้าผ่าให้มีความทันสมัย โดยการจัดซื้อปืนหลุมหรือปืนเสือหมอบ ( DISAPPEARING GUN ) ขนาด 152 มิลลิเมตร จากประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นปืนใหญ่ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นเข้าประจำการ ดังปรากฏในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐ ร.ศ.๑๑๒ ได้บันทึกการเสด็จฯ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรการก่อสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าด้วยพระองค์เองที่ว่า “วันที่ ๑๐ เมษายน เวลาเช้าเสด็จพระราชดำเนินขึ้นทอดพระเนตรแหลมฟ้าผ่า แล้วเสด็จกลับเลื่อนเรือพระที่นั่งมาทอดประทับที่หน้าป้อมผีเสื้อสมุทรอีกราตรีหนึ่ง”
นอกจากนั้นได้ค้นพบพระราชหัตถเลขา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าที่ทรงมีถึงเสนาบดีบนเรือพระที่นั่งมหาจักรี เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) ว่า “ถึงเสนาบดีในที่ประชุม ด้วยเวลาเช้าวันนี้ ฉันได้ขึ้นไปดูป้อมตำบลแหลมฟ้าผ่า และได้ทดลองยิ่งปืนกับทั้งตรวจภูมิฐาน เห็นเป็นที่มั่นคงยิ่งนัก” เหล่าเสนาบดีในขณะนั้นจึงได้ลงความเห็นให้ป้อมที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า มีชื่อว่า “ ป้อมพระจุลจอมเกล้า”
ยังมีสิ่งที่น่าค้นหามากมายในจังหวัดสมุทรปราการของเราครับ เอาไว้ว่าง ๆ จะแวะเอาความรู้มาแบ่งปันกันเรื่อย ๆ ครับ เพราะทุกคนคือ “คนบ้านเดียวกัน” ^^
ขอขอบคุณที่มาข้อมูล : laemfhapa.org , laemfhapha.go.th



