อีกไม่กี่วันโลกใบนี้ก็จะเต็มไปด้วยสีชมพู ? ฟังแล้วคิดถึงอะไรกันละนี่ 5555 คงไม่ต้องบอกครับว่า ” 14 กุมภา ฯ วันวาเลนไทน์ “ (ร้องเป็นเพลงซะหน่อย) แต่สงสัยจะเก่าไปหน่อยตามอายุผู้เขียน ^^  จะว่าไปแล้ว วันแห่งความรักในปัจจุบันนี้ ยังมีวัยรุ่นไม่น้อยที่ยัง

valentine

valentine

เข้าใจแบบผิด ๆ (เอาจากประสพการณ์ของผู้เขียนน่ะ) ไม่เชื่อลองคอยดูตามสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่ออื่น ๆ ที่คอยจะประโคมข่าวว่า “วันแห่งความรักนี้ วัยรุ่นจะมีสถิติการใช้ รร.? ไม่ใช่โรงเรียนน่ะครับ แต่ว่าเป็น”โรงแรม” ว่ามีสถิติการใช้มากน้อยแค่ไหน ใครบ้างจะเป็นเหยื่อ จะมีข่าวคาวโลกีย์ หรือจะเป็นข่าว ความสูญเสีย ข่าวเด็กวัยรุ่นหาย…… “มันเกิดอะไรกันขึ้นในประเทศไทย?” ไม่มีคนหาคำตอบครับ มีแต่คนหาว่าใครจะไปทำอะไร ที่ไหน อายุเท่าไหร่? ขายข่าวได้ ได้เงิน ขายก่อนได้ก่อน มีผลทางธุรกิจไปหมด ไม่พูดถึงอันนั้นก็แล้วกันครับ… เพราะว่าทุกคนมีเหตุและผลของทุกคนทั้งสิ้น เอามางัดกันยังงัยก็ไม่จบ 55555 เพราะว่าเหตุผลของทุกคนถูกต้องเสมอ? แต่ “ทำไม? ไม่มีคนสงสัยว่า ทำไม” พวกเขาทั้งหลายถึงต้องทำแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่สถิติในอดีตมันน้อยกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า อะไร? ต่างหากที่ทำให้มันเกิดมามากมาย รัฐบาล? ฝ่ายค้าน โรงเรียน เพื่อน และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงเจ้าภาพร่วมที่ขาดไม่ได้ “ร้านเกม” 5555 ที่ขาดไม่ได้ไม่ใช่เพราะว่าเป็นเด็กเส้นน่ะ ^^ แต่ที่ขาดไม่ได้เพราะว่าช่วง 4-5 ปีหลังที่ผ่านมานี้ ร้านเกมเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของเด็ก ๆ และวัยรุ่นเป็นอย่างมาก ถ้าจะพูดไป คดีแรก ๆ เลยที่พอจะจำได้ก็คือ ขอซื้อเงินในเกม(เกมดังเกมหนึ่ง นึกเอาเอง) ด้วยเงินจริง ๆ แต่เชิดไม่ยอมจ่ายตังค์ แต่กลับไปแทงด้วยมีด หรือคัตเตอร์อะไรนี่แหละ คดีนั้นมีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก จนรายการคุยข่าวทั้งหลายนำฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหลายมานั่งโต้วาที วาทะกันให้เป็นที่โด่งดัง จนร้านเกมแปดเปื่อนเป็นครั้งแรก และอีกหลายครั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา….. แต่พอจะสรุปคราว ๆ ได้ว่า มีคนส่วนหนึ่งทำธุรกิจบนเกม โดยอาศัยความโลภ ความอิจฉา ปมด้อยของเด็กที่เล่นเกม ทำการที่เค้าเรียกว่า “ปั๊มเงินในเกม” เอามาขายเป็นเงินจริง ๆ และรายได้มันค่อนข้างจะดีด้วยซิ ตามที่ผมเคยได้ยินมา และจากปากของเด็ก ๆ ที่ได้เคยหลงไปซื้อมา บอกว่าที่ต้องการเงินในเกมให้เยอะๆ ก็เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ไอเท็มเทพ ๆ” …..พอมาถึงตรงนี้ ถ้าเราคิดกันให้ดี ๆ ตัวเกม , ตัวบุคคล , ตัวผู้ประกอบการร้านเกม หรือตัวผู้ให้บริการเกมที่นำเข้ามา กันแน่ที่เป็น “ตัวการ” ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กันแน่………… ซึ่งในอดีตไม่มีหรือว่าคนฉลาดมากขึ้นเลยคิดเรื่องที่จะเอาเปรียบคนฉลาดน้อยได้มากขึ้น สรุปแล้วความฉลาดในทางที่ผิดนี่แหละที่เป็นตัวที่น่ากลัวสำหรับความเปลี่ยนแปลงของเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบัน

ปล. วันแห่งความรักนี้ เราอย่าลืมแบ่งปันความรักซักนิดให้บุพการีที่ได้เลี้ยงเรามาบ้าง…….เพราะเมื่อเราอายุมากกว่าที่เราเป็นอยู่เราจะรับรู้ได้ว่าอดีตไม่สามารถย้อนกลับไปทำได้ มีเพียงอนาคตเท่านั้น ที่เราสามารถบังคับจะให้มันเป็นไปอย่างที่เราต้องการ……….^^

“ชีวิต ความทรงจำ รอยยิ้มที่ประทับใจ”

Archived in the category: สรรสาระ
Posted by คุณพ่อ"น้องวิว" on 22 ม.ค. 10 - 0 Comments

ตลอดระยะเวลาที่ได้ก่อตั้งชมรม ฯ นอกจากจะมีผู้ปกครองแวะเวียนเข้ามาอ่านบทความของชมรมเราแล้ว ผมคาดหวังว่าน่าจะมีบรรดาเยาวชนที่ได้มีโอกาสได้ “หลง” เข้ามาอ่านบทความของผมบ้าง 5555 ที่ผมใช้คำว่า “หลง” ไม่ต้องแปลกใจน่ะครับ เพราะว่าเยาวชนคงไม่เจตนาเข้ามาชมโดยตรง ^^

จึงอยากจะเล่าชีวิตในวัยเด็กของผม เพื่อที่จะเป็นการเชื่อมความรู้สึกของเด็กสมัยก่อนกับเด็กสมัยนี้ ว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันตรงไหน และก่อนที่ผมจะเล่าให้ฟัง ผมขอออกตัวเอาไว้ก่อนว่า “ไม่มีสิ่งใดถูกต้องที่สุด ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมที่สุด และไม่มีสิ่งใดผิดจนเกินที่จะให้อภัย ไม่มีสิ่งใดที่สายสำหรับคำว่ากลับตัว” …….

สำหรับตัวผมแล้วมีชีวิตที่เกิดมาในครอบครัว ของข้าราชการที่เรียกได้ว่ามีชีวิตแบบ 50:50 คือ ขัดสนบ้าง รวยบ้างเป็นบางครั้ง 5555 จะรวยก็ตอนที่พ่อของผมกู้เงินนี่แหละ 555 จำความได้ก็ เรียนอยู่ รร.แสงศึกษา อยู่ด้านหลังกรมอู่ทหารเรือกรุงเทพ ในปัจจุบันก็คือแถว ๆ สวนนันทอุทยานสวนอนันต์ ได้เงินไปกินที่ รร. วันละ 3 บาท หรูมากในสมัยนั้น แต่ห่อข้าวไปกิน รร.น่ะ ^^ ไปเรียนอยู่ที่นั้นจนถึง ป.1 อายุประมาณ 6 ขวบได้มั๊ง – -? เป็นเด็กน่ารัก นิสัยดี ^^ (ชมตัวเองซะหน่อย 555) ไปรถของทางราชการ ขส.ทร. กลับก็รถราชการ อีกนั้น
แหละคุณรู้อะไรอย่างนึงมั๊ย? เราจะจำอะไรในสมัยนั้นได้ไม่มาก จำได้เป็นเหตุการณ์ ๆ ไป ที่สำคัญ หรือที่มีผลกับสภาพจิตใจเป็นส่วนใหญ่ หรืออะไรที่ทำเป็นประจำ ๆ ทุก ๆ วัน แปลกมั๊ยครับ เช่น ตอนเดินไปขึ้นรถ ขส.ทร. ต้องแวะซื้อหัวไก่ทอด วันละ 2 หัวเดินกินไประหว่างทางเดินไปขึ้นรถ หรือ เคยเอาดินสอไปเขียนกำแพงในห้องน้ำที่ รร.เคยวาง หมุด (เรือใบ) ที่เก้าอี้เพื่อนเพื่อแกล้ง (ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่น่ะ – -, ) หรือเคยอุจจาระราดกางเกง 1 ครั้ง 55555 ตอนนั้นไม่อายน่ะ แต่พอนึกถึงทีไรขายหน้าทุกที ^^

หลังจากนั้น ป.2 ได้ย้าย รร.เข้ามาเรียนใกล้บ้านหน่อย ที่ รร.อาษาวิทยา พระประแดง ตอนนั้นเหรอ มีความรักด้วย ไปแอบชอบเพื่อนข้างห้อง ชอบอยู่ตั้งแต่ อยู่ ป.2 จนถึง ป.4 ก็เค้าน่ารักอะน่ะ จำเพื่อน ๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง อายุ 9 ขวบได้มั๊งได้เงินไป รร.วันล่ะ 12 บาท ตอนอยู่ ป.4 เริ่มมีความจำที่ดีขึ้น จำชื่อเพื่อน ๆ ที่สนิท ๆ ได้ จำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น ลองผิดลองถูก ตามนิสัยเด็ก ๆ แต่ไม่เคยโดดเรียน (เพราะมันคงเหนื่อยน่าดู โดดไปเรียนไป 555) แต่ทะเลาะกับเพื่อนมีบ้าง
ทะเลาะกับเด็ก รร.อื่นมีบ้าง (เด็ก ๆ ทะเลาะกันน่ะครับวิ่งต่อยวิ่งเตะก็แค่นั้น หนักหน่อยก็เอากระเป๋าฟาดหัว) และเริ่มที่จะหาสิ่งที่เรียกว่าจุดเด่นให้กับตัวเองมากขึ้น เช่นเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอล , นักปิงปอง ของ รร. เข้าร่วมการเต้นลีลาศ ในงาน รร. และก็หา “แฟน” จนมาถึงตอน ป.6 …. ขอบอกครับ !! หาแฟนไม่ได้เพราะว่าตัวเองเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าจีบ (จีบไม่เป็นต่างหาก 5555) มีแอบไปเล่นเกมตู้ในตลาดพระประแดงบ้าง(ไม่บ้างอ่ะไปบ่อยตอนเลิกเรียน) ไปจับเบอร์ของเล่น ประเภทฉลากหลอกเด็ก(หลอกเด็กได้จริง ๆ ผมยังโดนมาแล้วตอนเป็นเด็ก) แอบขึ้นรถเมล์ ไม่ยอมจ่ายเงินค่ารถเมลล์ (- -” รับผิดครับ ไม่ดี ๆ) มีไปกินลูกชิ้นตรงสะพานข้างไปวัดกลางอีก มีเงินไม่พอจ่ายยังไปขอเครดิตเค้าอีก คือกินไป จ่ายพรุ่งนี้ มีงี้อีกอ่ะผม 5555 เป็นหนี้ตั้งแต่เด็กเลย อายุตอนนั้นก็คงประมาณ 12 ขวบเห็นจะได้

ที่สำคัญยังไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ได้สัมผัสเลย จะดีที่สุดก็คือ “วีดีโอเกม” หลังจากจบ ป.6 ผมได้ย้าย รร.มาอยู่ที่ รร.ป้อมนาคราชฯ และอยู่เป็นเด็กโข่ง ตั้งแต่ ม.1 ยัน ม.6 เลย ชีวิตช่วงนั้นไม่ต้องบอก “มันมาก” มันกว่าช่วงประถมซะอีก มีทั้ง สุข ทั้ง ทุกข์ โดดเรียน( 2 หนและเป็นการโดดกลับบ้านมาหาแม่ 1 ครั้ง อีกครั้งโดดอยู่ที่ รร.นั้นแหละ 5555บ้ามั๊ยครับ) แกล้งอาจารย์ แกล้งเพื่อน (เบา ๆ พอขำ ๆ ^^) มีคนมาจีบ หรือจะเป็นไปจีบเค้า และยังมีไปจีบเค้าแต่เค้าฟ้องแฟนเค้า แฟนเค้าเอาพวกมาเตะซะ

แต่ก็ไม่มีอะไรมากมายประเภทจบในตอน ไม่มีตอนต่อไป แฟร์ ๆ คุยกันรู้เรื่อง เด็กใครเป็นเด็กใคร 5555 และการใช้ชีวิต ม.1 – ม.3 ยังคงเป็นชีวิตที่หาจุดเด่นให้กับตัวเองเช่นเคย เล่นกีฬา เล่นดนตรี เล่นเกม (อันนี้เริ่มมี เครื่องแฟมิคอมแล้ว) แต่ยังคงสนใจในการเรียนเพราะผมดันไปเข้าห้อง 1 ซะนี่ เลยจำเป็นต้องสนใจเรื่องเรียนมากหน่อย เรื่องอื่นหลังเลิกเรียน 555 มีแอบกินไส้กรอกหลัง รร. แต่ที่แปลกก็คือ ผมไม่เคยนึกสูบบุหรี่ ทั้ง ๆ ที่ พ่อผมก็สูบ เพื่อน ๆ ที่ รร.ก็ชอบแอบสูบในห้องน้ำ หรือหลังช็อบงาน ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน(แต่ปัจจุบัน มีบ้างเป็นกระษัย 555) ส่วนเหล้าแอบกินบ้างแต่ไมบ่อย กลัวพ่อจับได้ เพราะพ่อก็กิน 5555 …

ส่วนเรื่องแฟน (คนแรก)จีบกันตั้งแต่ผมอยู่ ม.3 จนผมจบ ม.6 ปัจจุบัน เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันครับ 5555 เค้าบอกผมดีเกินไป ,- -, 555 แต่ในช่วงเวลานั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ป๊อบปี้เลิฟ” โลกเป็นสีชมพูตลอดเวลา แต่เชื่อมั๊ยครับ!! อย่างเก่งที่สุดผมได้แค่จับมือเค้าก็แค่นั้น (แต่ตอนเป็นเพื่อนกันแล้วได้กอดด้วยอ่ะ 55555 งงจริง ๆ กอดแบบเพื่อนครับไม่ได้คิดอะไร อิ..อิ..) ช่วยกันเรียน เค้าอ่อนกว่าผม 2 ปี แต่เชื่อมั๊ยแฟนผมมีคนจีบในเวลาเดียวกันด้วย 5555 งงล่ะซิ เพื่อนรุ่นพี่ผมปีนึงที่มาแอบจีบ ไม่ซิ แข่งกันจีบ รุ่นพี่จีบช่วงเช้าถึงเที่ยง ของผมช่วงบ่ายถึงเย็น เป็นงัยแฟร์ ๆ มาก ใครดีใครได้ เหอะ ๆ ๆ แต่สมัยนี้คงใครมือไวใครได้ 55555 ยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องครับ

แต่ที่ผมจะบอกนั้นก็คือ ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รุ่นผมคงจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้รับอิทธิพลของการเลี้ยงดูแบบเก่า ๆ จึงยังทำให้อยู่ในกรอบ ในระเบียบ ซึ่งจะแสดงความรู้สึกเป็นตัวเองบ้าง เมื่ออยู่ที่ รร. แต่เมื่ออยู่ที่บ้านต้องกลับไปเป็นแบบเดิม แต่ผมคงโชคดีอยู่อย่างนึงครับ เพราะว่าถึงผมจะขาดอะไรไปบ้าง แต่มีอยู่อย่างนึงที่ผมไม่เคยขาดเลยคือ “ความอบอุ่นในครอบครัว” ที่พ่อกับแม่และน้องของผมเห็นผมเป็นลูกชายและพี่ชายที่รักเค้าและเค้ารักเสมอ…จึงทำให้ผมแบกรับความหวังดีของพวกเค้าเอาไว้ทำให้มีอำนาจต่อรอง กับการเดินทางในชีวิตที่ได้ผ่านเข้ามาสู่ชีวิตผม จึงเห็นว่า ทางใดบ้าง ดี และ ไม่ดี ถูกและผิด เหมาะสม และไม่เหมาะสม ผมจึงเดินทางผ่านห้วงเวลานั้นมาได้
อย่างปลอดภัย ท่านคอยที่จะเป็นที่ปรึกษา คอยถามไถ่ความรู้สึก เรื่องเรียนบ้าง เรื่องเพื่อนบ้าง เรื่องแฟนบ้าง 555 อันนี้ขาดไม่ได้

ถึงแม้ว่าผมจะมีตราบาปบางอย่างบ้าง(บอกไม่ได้มันบาป 555)แต่ มันไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมเป็นคนที่สังคมไม่ต้องการ “ไม่มีความทรงจำใดที่เราจำได้ดีเท่ากับความทรงจำที่ดีที่สุด และเลวที่สุด มันอยู่คุณจะเลือกจำความทรงจำแบบไหนมากกว่ากัน” แต่ผมเลือก…ที่จะทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้….

วันนี้อยากจะแนะนำเว็บไซต์ของผมเอง ซึ่งเว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ ที่สอนเกี่ยวกับการหาเงินทางอินเตอร์เน็ต

การหาเงินทางอินเตอร์เน็ตแบบ หาเงินได้จริง ๆ ไม่ต้องนั่งคลิ๊ก ไม่หลอกลวง ไม่ใช่ MLM และผมก็ไม่ได้ค่าแนะนำอะไรจากพวกคุณเสียด้วย

เว็บไซต์ที่ว่าคือ เว็บ เสียวสมุทรปราการดอทคอม www.seosamutprakarn.com คงไม่แนะนำอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว ตามไปอ่านกันเลย

ก่อนจากกันผมขอยกวัตถุประสงค์ของการทำเว็บ เสียวสมุทรปราการ ของผมมาไว้ในที่นี้เลยละกันครับ สวัีสดี

Blog นี้ถูกสร้างขึ้นด้วย Wordpress ด้วยมันสมองเล็ก ๆ และความเป็นมือใหม่ในวงการเว็บมาสเตอร์ ผมจะบอกว่า ผมเพิ่งเริ่มศึกษาการทำเว็บไซต์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2552 แล้วผมจะบังอาจเอาอะไรมาเขียนมาสอนคนอื่นเค้า ตอบว่าเอาความเป็นมือใหม่ของผมนี่ละครับเอามาสอน เอามาบอกมือใหม่ด้วยกัน นึกถึงตัวเองเวลาทำไม่เป็น ก็ได้แต่หาตาม Blog แจกความรู้พวกนี้ พอมีพื้นฐานบ้างเลยอยากแบ่งปันส่วนเรื่องเทคนิคการหาเงินทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะอยู่ในส่วนของเว็บบอร์ด ทุกอย่างเป็นแนวความคิดของผมเองที่จะนำเพื่อน ๆ ของผมออกจากวังวนของ การเฝ้ารอรายได้จากทางเดียว เป็นแนวทางที่ผมทุ่มเท ศึกษาหาความรู้อย่างบ้าคลั่งเอามายำรวมมิตร เป็นการ กอ๊ปปี้ แอนด์ ดีวิลอปเม้นต์ แอนด์ รีเสริช ด้วยมันสมองของผมเองล้วน ๆ

ถ้ามีประโยชน์บ้างก็ขอรับคำขอบคุณไว้ครับ

ห่างหายจากหน้าแรกของเว็บไปนาน วันนี้เอาเรื่องดีๆมาฝากกันค่ะอย่างที่ตั้งหัวข้อไว้ “ธรรมมะยุคใหม่ ทำไมต้องอยุ่ในวัด” ซึ่งเป็นแนวคิดของท่าน ว.วัชรเมธี เมธี ซึ่งท่านได้บอกถึงวัตถุประสงค์ในการทำเว็บไซต์ เเละความสำคัญของวัดในสมัยใหม่ว่า เเท้จริงเเล้ว วัตถุประสงค์ของการเข้าวัดไม่ใช่ให้คนมาเข้าวัดเยอะๆ เเต่เพื่อให้คนเข้าถึงธรรมะมากกว่า ดังนั้น หากนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เเล้วสามารถเข้าถึงธรรมะได้ คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็คือวัดนั่นเอง

“ธรรมะเปรียบเสมือนศิลปะในการดำรงชีวิต ใครไม่มีธรรมะคนคนนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างสะเปะสะปะ อย่างที่พระพุทธองค์เคยตรัสว่า หากไม่มีโพธิปัญญาเเละมีระเบียบวินัย คนทั้งหลายจะดำรงชีวิตเหมือนกระบือบอดกลางป่า เเต่เพราะมีโพธิปัญญาเเละมีระเบียบวินัยคนทั้งหลายจะดำรงชีวิตอย่างประสบความสำเร็จ คนรุ่นใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิตจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีธรรมะเป็นประทีปธรรมนำใจ” พระมหาวุฒิชัยกล่าว

ว.วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี

ทุกวันนี้คนในสังคมเราทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ห่างไกลจากธรรมมะมากขึ้นทุกที อาจจะด้วยความคิดที่ว่าน่าเบื่อเวลาฟังพระเทศ ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เร้าใจ หรือคิดว่าธรรมมะนั้นเป็นเรื่องของคนแก่ ไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวหรือเด็กๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ถ้าคนเราไม่มีธรรมมะในหัวใจ ในความคิด ความละอายต่อการกระทำผิดก็ไม่มี จากข่าวมากมายในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้คนเรากระทำความผิดกันง่ายดายขึ้น ไม่ได้สำนึกว่าการกระทำของตนจะสร้างความเดือดร้อนให้ใครขอเพียงตนเองได้มาในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น

และเดี๋ยวนี้อายุของผู้กระทำผิดก็น้อยลงทุกทีอย่างน่าใจหายว่าเดี๋ยวนี้สังคมเราเป็นอะไรไปแล้ว ธรรมมะที่เคยกล่อมเกลาจิตใจของผู้คนให้ละอายต่อบาป ต่อการกระทำผิดได้ห่างหายออกไปจากจิตใจขึ้นทุกวัน ดังนั้นการที่ท่าน ว.วัชรเมธีได้คิดทำเว็บไซต์ธรรมมะ ซึ่งเป็นการจำลองวัดแบบเสมือนจริงมาไว้ในเว็บ น่าจะเป็นช่องทางที่จะทำให้ผู้คนในสังคมเราได้มีโอกาสใกล้ชิดกับธรรมมะมากขึ้น

สำหรับเนื้อหาภายในเว็บไซต์เเห่งนี้มีรูปเเบบของ “วัดเสมือนจริง” ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่จริงๆ โดยมีห้องต่างๆ ให้ท่องหาความรู้ อาทิ ห้องไตร่ตรองมองตน ที่รวบรวบคำคมจากท่าน ว. วชิรเมธี ห้องตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน เเละห้องเเรงบันดาลใจ ที่นำเสนอภาพเเละผลงานของบุคลสำคัญระดับโลก ในเเง่ธรรมะให้ได้เรียนรู้ชีวิตของบุคคลเหล่านั้นเเละนำมาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์

เว็บไซต์ของท่านว.วัชรเมธีชื่อ www.Dhammatoday.com ( ธรรมะทูเดย์ ดอท คอม)

สำหรับบทความในวันนี้น่าจะนำมาซึ่งประโยชน์กับผู้คนในสังคมและผู้ที่เข้ามาอ่านได้บ้าง การให้ธรรมทานเป็นทานอันสูงสุด ถ้าทุกท่านจะช่วยกันเผยแพร่บอกกล่าวให้คนได้รุ้จักและเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ธรรมมะนี้ ก็จะเป็นการได้ชาวยสังคมในอีกทางหนึ่งซึ่งไม่ต้องเสียเงินทองอะไรแม้แต่บาทเดียว หวังว่าผู้อ่านทุกท่านคงได้ประโยชนืจากบทความนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่….สวัสดีค่ะ

เนื้อหาบางส่วนจาก งานเสวนาในหัวข้อ “ธรรมะ ธุรกิจ ไอที : ไตรภาคีเพื่อโลกยุคใหม่” โดยท่าน ว. วชิรเมธี

“ราก” ที่เน่าเสีย ?

Archived in the category: สรรสาระ
Posted by คุณพ่อ"น้องวิว" on 27 ธ.ค. 09 - 0 Comments

พอดีมีบทความควันหลงของวันพ่อแห่งชาติที่ผ่านมา เลยอยากจะเขียนให้ท่านผู้อ่านได้อ่านซักหน่อย ความมีอยู่ว่า

เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสทดแทนพระคุณพ่อ โดยการพาคุณพ่อไปผ่าตัดมะเร็งลำไส้มา ผลโดยรวมผ่านไปได้ด้วยดี ค่อยสบายใจหน่อย หลังผ่าตัดได้อยู่เฝ้าดูแลท่านอยู่ที่ รพ.เป็นเวลา 10 วันได้มีโอกาสคุย ดูแล ปรนิบัติ ตลอดเวลาที่ท่านป่วยและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หลังจากการผ่าตัด ผมรู้สึกว่ามีความสุขมากตลอด 10 วันที่ผ่านมา

พ่อ

พ่อ

เพราะว่าที่จริงแล้ว คุณพ่อของผมท่านอยู่ต่างจังหวัด ผมจะเจอท่านเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น คือช่วงปีใหม่ ซึ่ง ผมอยู่กับคุณแม่ น้อง แฟน และ ลูกสาวที่ กรุงเทพ ฯ จึงไม่มีโอกาส ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ก็โทรคุยกันอยู่เป็นประจำ พอท่านได้มารักษาตัวและได้ไปเฝ้าท่านที่ รพ. จึงได้รับรู้ว่า ความรัก ความรู้สึก ความห่วงใย ของพ่อที่มีต่อลูกมันมีมากเพียงใด มันไม่เคยลดน้อยลงไปจากเดิม ถึงแม้ว่าตัวจะอยู่ไกลกันแต่ ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของความรักของคนที่เป็นพ่อลดน้อยลง กลับมีความรู้สึกว่าเพิ่มขึ้นซะด้วยซ้ำ หลังจากได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน

ไม่มีน้ำตาใดจะสุขใจเท่ากับน้ำตาที่เกิดจากความสุขภายใต้อ้อมกอดของคนที่เราเรียกว่า “พ่อ” ความสุขที่เราหาซื้อที่ไหนไม่ได้ ความสุขที่ทดแทนไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อเราเป็นพ่อคนแล้ว ลูกเราจะคอยปรนิบัติกับเราแบบนี้หรือเปล่าน้อ? แต่ผมเชื่ออยู่อย่างนึง “ความกตัญญู” มันสืบเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่น เราทำกับบุพการีเราอย่างไร บุตรของเราก็จะปฏิบัติกับเราอย่างนั้น สายใยความรักมันจะปลูกฝังอยู่ในสายเลือดของทุก ๆ ครอบครัว อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะดึงมันออกมาใช้กันหรือเปล่า? หรือจะปล่อยให้มันเป็นเพียงแค่ คำ ๆ นึง ที่วัยรุ่นในสมัยนี้รับรู้กันเพียงแปลว่า “การทดแทนพระคุณ” บางคนยังเขียนคำว่า “กตัญญู” ไม่เป็นเลย ปัจจุบันสังคมได้เสื่อมลงไปมาก สถาบันครอบครัวแทบจะไม่เหลือสิ่งดี ๆ ที่จะสั่งสอนให้กับลูกหลาน เลี้ยงแบบปล่อยตัว ปล่อยใจ มีหน้าที่ “สืบพันธุ์” ก็เท่านั้น
สังคมควรเริ่มตะหนักถึงคำว่า “กตัญญู” ว่าเป็นรากฐานของทุก ๆ สิ่งของชีวิตครอบครัว “ตราบใดที่ต้นไม้ที่มีรากที่เน่าเสีย ไม่มีวันที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่และแข็งแรงพร้อมที่จะผลิตดอกออกผลที่ดีขึ้นมาได้